บทความนี้ไม่ได้เขียนมาเพื่อพาดพิงหรือด้อยค่าใคร เชื่อว่าเจ้าของทุกคนต่างพยายามแก้ปัญหาเท่าที่ตัวเองมีองค์ความรู้และทำได้ในเวลานั้น ก็ขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนที่กำลังเผชิญกับปัญหานี้นะ
“ไร้สัญญาณเตือนจริงๆ” หรือเรา “เลือกที่จะไม่มอง”?
เส้นแบ่งตรงนี้บางมาก หมาที่ไร้สัญญาณเตือนจริงๆ แบบอยู่ดีๆ วันหนึ่งก็กัด มักมีจุดเริ่มต้นมาจากความผิดปกติทางกายภาพ ความเจ็บปวดในร่างกายสามารถผลักให้สุนัขก้าวร้าวได้เสมอ ปวดฟันนิดเดียวก็กัดได้ เล็บยาวจนเจ็บข้อก็กัดได้ ถ้าจู่ๆ มีพฤติกรรมเปลี่ยนแบบหน้ามือเป็นหลังมือ สิ่งแรกที่ต้องทำคือพาไปตรวจร่างกายอย่างละเอียด
แต่ถ้าตัดเรื่องสุขภาพกายออกไป จากประสบการณ์ปรับพฤติกรรมสุนัขมากว่า 10 ปี ปัญหาพฤติกรรมรุนแรงส่วนใหญ่มาจาก สุนัขที่มีภาวะจิตประสาทไม่มั่นคง ซึ่งต้นตอสำคัญมาจากระบบการเพาะพันธุ์ในบ้านเรา บรีดเดอร์จำนวนมากเพาะพันธุ์โดยเน้นแค่หน้าตา สีขน หรือรูปร่าง แต่ละเลยเรื่องความมั่นคงทางระบบประสาทและอารมณ์ ทั้งที่งานวิจัยด้านพันธุศาสตร์พฤติกรรมสัตว์ยืนยันตรงกันอย่างชัดเจนว่า ความกลัว ความกังวล และความก้าวร้าว ส่งต่อผ่านรหัสพันธุกรรมได้จริง
แต่คำว่า “จิตประสาทไม่ดีตั้งแต่เกิด” ไม่ใช่ข้ออ้างในการปล่อยปละละเลย
พันธุกรรมอาจเป็นสิ่งที่ติดตัวมา แต่ไม่ได้แปลว่าพฤติกรรมนั้นปรับแก้ไม่ได้ ทุกปัญหามีทางออกเสมอ อยู่ที่ว่าเราพร้อมจะจัดการอย่างถูกวิธีและเด็ดขาดพอหรือเปล่า
หลายเคส เจ้าของรู้ลึกๆ อยู่แก่ใจว่าวิธีที่ใช้อยู่มันแก้ปัญหาได้จริงไหม หรือมันสมเหตุสมผลหรือไม่ แต่หลายครั้งเราเลือกที่จะแบกความเชื่อบางอย่างไว้ จนจำกัดทางเลือกในการแก้ไขปัญหาของตัวเอง ความจริงคือ ไม่ว่าเราจะเลือกทางไหนก็มีคนวิจารณ์อยู่ดี สิ่งที่สำคัญที่สุดไม่ใช่คำตัดสินของคนอื่น แต่คือ “ความปลอดภัยของคนในบ้าน และสวัสดิภาพระยะยาวของตัวสุนัขเอง”
ในการทำงานกับสุนัขทุกรูปแบบตลอด 10 ปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะกลัวแล้วหนี กลัวแล้วกัด ก้าวร้าวคุมพื้นที่ หรือบูลลี่เจ้าของ เราพบว่าการจัดการที่สร้างสมดุลคือคำตอบ สุนัขต้องเข้าใจทั้ง ผลลัพธ์เชิงบวก (สิ่งที่ทำแล้วถูกต้อง ได้รางวัล) และ ผลลัพธ์เชิงลบ (ขอบเขตที่ชัดเจนว่าอะไรคือสิ่งต้องห้าม) สุนัขบางตัวแค่เรายืนหยัด นิ่ง และไม่ถอย เขาก็เข้าใจจุดยืน แต่บางตัวที่ถูกเลี้ยงดูมาแบบตามใจจนเคยตัว จนเรียนรู้ว่าเขาสามารถ “ปีนเกลียว” ข้ามเส้นขึ้นมาได้เรื่อยๆ สุนัขกลุ่มนี้จำเป็นต้องได้รับการสื่อสารที่เด็ดขาดและหนักแน่น เพื่อให้เขาเข้าใจว่าเขาไม่สามารถใช้พฤติกรรมก้าวร้าวมาควบคุมมนุษย์ได้อีกต่อไป (เรื่องการลงโทษอย่างถูกต้องกับการทำร้ายร่างกาย เคยเขียนอธิบายไว้แล้วในโพสต์ก่อนหน้านี้)
ครูฝึกไม่ใช่ผู้วิเศษ และการแก้ปัญหาไม่ได้จบที่โรงเรียนฝึก
เจ้าของจำนวนมากมักคิดว่า แค่ส่งหมาไปให้ครูฝึกจัดการ เดี๋ยวก็กลับมาน่ารักเหมือนเดิม ความคิดนี้ผิดมหันต์ ครูฝึกเปิดประสบการณ์ใหม่และสร้างความเข้าใจให้สุนัขได้ แต่ถ้าสุนัขกลับบ้านไปแล้วเจ้าของยังเลี้ยงแบบเดิม ตามใจแบบเดิม หมาก็จะกลับไปมีพฤติกรรมเดิม 100%
มีอยู่เคสหนึ่ง เป็นเจ้าของชาวต่างชาติที่เดินเข้ามาบอกว่า “รู้นะว่าต้องลงโทษหมา แต่ทำใจไม่ได้ เลยเอามาให้ครูทำแทน…” สิ่งที่ทำทันทีคือ ยื่นสายจูงคืน ชี้ไปที่ประตู แล้วบอกให้พากลับบ้าน เจ้าของสตั้นท์แล้วถามว่าทำไม คำตอบคือ แน็ตไม่ได้ทำงานนี้เพื่อมาเป็นเครื่องมือระบายอารมณ์หรือลงโทษสุนัขแทนใคร การสร้างผลลัพธ์เชิงลบหรือการตั้งขอบเขต มันมีคุณค่าก็ต่อเมื่อนำไปสู่กระบวนการเรียนรู้และต้องถูกสานต่อในชีวิตประจำวัน ถ้ากลับบ้านไปแล้วเจ้าของไม่รักษาวินัยต่อ การให้หมาโดนทำโทษตรงนี้ก็ไร้ประโยชน์สิ้นดี
บทสรุปที่อยากฝากไว้:
การไปหาครูฝึกหรือผู้เชี่ยวชาญ คือการไปรับฟังคำแนะนำและแนวทาง แต่สุดท้ายเราซึ่งเป็นเจ้าของ ต้องนำข้อมูลกลับมาคิด วิเคราะห์ และแยกแยะบนพื้นฐานของความเป็นจริง
การกำหนดขอบเขตหรือการสร้างแรงกดดันไม่ได้แปลว่าทำร้ายหมาเสมอไป สุนัขในธรรมชาติไม่ได้อยู่ในโลกที่ไร้แรงกดดัน ทุกอย่างมีระดับ มีความพอดี และมีความยืดหยุ่น อย่าเหมารวมว่าความเครียดหรือแรงกดดันเป็นเรื่องเลวร้ายไปเสียทั้งหมด เพราะบางครั้ง ความชัดเจนและเด็ดขาดของมนุษย์ คือสิ่งเดียวที่จะช่วยเซฟชีวิตของทั้งเจ้าของและสุนัขตัวนั้นไว้ได้จริง